นโยบาย Thailand Zero Dropout ถูกประกาศในระดับประเทศมาตั้งแต่ปี 2567 โดยมี 11 หน่วยงานลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาหรือได้รับการส่งเสริมการเรียนรู้ตามศักยภาพ
ในอำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา พื้นที่คาบสมุทรซึ่งมีความงดงามทางธรรมชาตินี้ เป็นอำเภอที่ขับเคลื่อนเรื่อง Zero Dropout อย่างเป็นระบบและได้ผลลัพธ์ที่ดี จนได้ชื่อว่าเป็น ‘สทิงพระโมเดล’
‘สทิงพระโมเดล’ คือการเปลี่ยนนโยบายในหน้ากระดาษให้เป็นเรื่องจริงที่จับต้องได้ จากการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะองค์กรท้องถิ่นที่มีส่วนสำคัญในการดูแลเด็กในชุมชน การขับเคลื่อนในอำเภอสทิงพระ เริ่มต้นจากระดับตำบล โดยเฉพาะตำบลบ่อแดงที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน จนตอนนี้มีผู้สำเร็จการศึกษาต่อเนื่อง 3 รุ่นนับตั้งแต่ปี 2567
ผลลัพธ์ดังกล่าวนำไปสู่การยกระดับเป็น ‘คาบสมุทรสทิงพระ Zero Dropout’ ครอบคลุม 4 อำเภอ ได้แก่ สทิงพระ สิงหนคร ระโนด และกระแสสินธุ์ โดยใช้โรงเรียนเคลื่อนที่ (Mobile School) เป็นเครื่องมือสำคัญ ซึ่งถือเป็นการเริ่มจากจุดเล็กๆ ก่อนขยายสู่ระดับประเทศ

ครูหน่อง-วิทิต เติมผลบุญ เลขานุการสมาคมศูนย์การเรียนโดยองค์กรชุมชนและองค์กรเอกชน คือคนที่เชื่อว่าการเริ่มทำจากพื้นที่เล็กๆ คือคำตอบ เขาคือผู้ผลักดันโครงการโรงเรียนเคลื่อนที่ (Mobile School) และเชื่อว่าชุมชนคือหน่วยสำคัญในการช่วยเหลือให้เด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา
เรานั่งคุยกับเขาในพิธีมอบประกาศนียบัตรผู้สำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐานปี 2568 ณ ที่ว่าการอำเภอสทิงพระ (9 มีนาคม 2569) ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญที่ชี้ให้เห็นผลลัพธ์ของโครงการ และทำให้เราเห็นว่าหากประตูเปิดกว้าง เด็กที่หลุดจากระบบไปแล้วสามารถกลับมาได้
ให้ท้องถิ่นเป็น ‘หุ้นส่วนการศึกษา’
“คำว่า Thailand Zero Dropout มันใหญ่มาก บางทีพูดไปไม่มีคนเชื่อ แต่ถ้าผมพูดคำว่า ‘ตำบล Zero Dropout’ หลายคนอาจจะเห็นภาพมากขึ้นว่ามีโอกาสเป็นไปได้ ดังนั้นเราต้องเริ่มทำจากจุดเล็กๆ นี่แหละ โดยการร่วมมือกันทั้งโรงเรียนและหน่วยงานท้องถิ่น” วิทิตพูดถึงวิธีคิดในการทำงานเรื่อง Zero Dropout ที่ต้องเริ่มจากการทำงานในชุมชน
หลายครั้งที่เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ไม่ว่าจะอยู่ในระบบโรงเรียนของ สพฐ. ศูนย์การเรียน สกร. หรืออาชีวศึกษา แล้วไม่มีใครสนใจ เด็กหลายคนยังใช้ชีวิตอยู่ในชุมชน เพียงแต่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา หลายคนเรียนไม่จบการศึกษาภาคบังคับ ซึ่งส่งผลต่ออนาคตการทำงานของพวกเขา ดังนั้นชุมชนจึงเป็นหนึ่งในตัวละครสำคัญที่จะช่วยสอดส่องและพาเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา โดยมีองค์กรส่วนท้องถิ่นเป็นส่วนสำคัญ
“สมมติเด็กคนหนึ่งมีปัญหาบางอย่าง ถ้าเด็กยังเป็นนักเรียนในโรงเรียน เขายังมีครูคอยดูแล แต่พอเด็กหลุดออกจากโรงเรียนก็ไม่มีใครสนใจเขาแล้ว คำถามคือใครแก้ปัญหาของเด็ก แล้วปัญหานั้นก็กลับไปที่ชุมชน ถ้าเด็กหลุดจากระบบหนึ่งคนในตำบล อาจกลายเป็นเพื่อนดึงเพื่อนแล้วกลายเป็นเด็กแก๊ง และส่วนใหญ่พอกลายเป็นแก๊งก็จะเริ่มมีเรื่องยาเสพติดเข้ามา เราจึงทำให้ท้องถิ่นเห็นภาพและชวนเขามาเป็น ‘หุ้นส่วนการศึกษา’ ในการดูแลเด็กเหล่านี้” วิทิตอธิบายที่มาของการชวนหน่วยงานท้องถิ่นเข้ามาเป็นหุ้นส่วนการศึกษาในการดูแลเด็กที่หลุดออกจากระบบ
มุมมองสำคัญคือหน่วยงานท้องถิ่นต้องมองว่าตัวเองคือโรงเรียนที่สามารถออกวุฒิการศึกษา ป.6 ม.3 และ ม.6 ได้สำหรับเด็กที่หลุดจากระบบ โดยทำงานร่วมกันจนเกิดขึ้นเป็นเครือข่ายทั้งตำบล ตั้งแต่หาครูพี่เลี้ยงในแต่ละหมู่บ้าน ไปจนถึงการทำงานร่วมกันกับกองการศึกษาของ อบต.
เมื่อ อบต. ทำสำเร็จ โมเดลจึงขยายสู่ระดับอำเภอ ก่อนจะต่อยอดไปยังอำเภอใกล้เคียง ซึ่งนอกจากจะชวนระดับท้องถิ่นเป็นหุ้นส่วนการศึกษาแล้ว ยังมีการสร้างหุ้นส่วนการศึกษาที่เป็นศูนย์การเรียนด้วย และมีการทำงานร่วมกับสถานพินิจเพื่อดูแล ‘เด็กปลายน้ำ’ เพื่อไม่ให้กลับเข้าสู่วงจรเดิม พยายามทำให้เด็กออกจากสถานพินิจพร้อมวุฒิเพื่อให้เด็กมีทางเลือกในชีวิต โดยใช้เครือข่ายศูนย์การเรียนในการดูแลเด็กเหล่านี้
“ตอนนี้กลไกไปได้ด้วยตัวเองแล้ว เพียงแต่เราต้องทำให้แต่ละหน่วยงานท้องถิ่นมาเห็นว่าเรื่องนี้จับต้องได้จริง หากคุณต้องการทำให้เด็กคนไหนในตำบลจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน คุณสามารถทำได้เลย แล้วกลไกก็จะเคลื่อนไปได้เอง” วิทิตกล่าว

‘เพราะมองหา จึงมองเห็น’ : ชุมชนเปลี่ยนจากการผลักไสสู่การมองหาเด็ก
“ในชุมชนชนบท ชาวบ้านรู้กันอยู่แล้วว่าเด็กคนไหนไม่ไปเรียน มองเห็นเด็กขี่มอเตอร์ไซค์ในหมู่บ้าน เขาก็รู้ เพียงแต่ว่าเมื่อก่อนไม่รู้จะทำอย่างไร แต่ตอนนี้เรามีหน่วยงานท้องถิ่นเข้ามาช่วยเหลือ ชาวบ้านก็นึกออกว่าต้องไปบอกใคร เมื่อก่อนชาวบ้านอยากจะผลักเด็กเกเรติดยาออกจากชุมชน ไม่อยากสนใจ แต่พอเห็นแล้วว่าสามารถทำให้เด็กเรียนจบได้ ตอนนี้กลายเป็นชาวบ้านช่วยกันเอกซเรย์เลย ใครไม่ยอมเรียนหนังสือ ชาวบ้านต้องบอกให้ไปเรียน” วิทิตกล่าวถึงแรงกระเพื่อมของโครงการต่อชุมชนที่เป็นรูปธรรม
จากการทำงานในหลายพื้นที่ ทีมงานพบว่าปัญหาของเด็กส่วนใหญ่มีลักษณะคล้ายกัน คืออยู่ในครอบครัวที่พ่อแม่แยกทางกัน ครอบครัวยากจน ติดเพื่อนจนเข้าไปอยู่ในกลุ่มแก๊ง หรือกระทั่งตั้งครรภ์ในวัยเรียน ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นอุบัติเหตุในชีวิตที่อาจเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล แม้ว่าจะเป็นการก้าวพลาดแค่ช่วงสั้นๆ เท่านั้น ดังนั้นประเด็นสำคัญคือการเปิดประตูโอกาสให้เด็กอยู่เสมอ
“สิ่งที่เราทำได้คือปรับการศึกษาให้เหมาะกับบริบทของอุบัติเหตุของเด็กตอนนั้น อย่าปล่อยให้เด็กหลุดออกไป และถ้าคุณเปิดประตูบ้านนี้ เด็กก็จะรู้ว่าเขาสามารถกลับมาได้ด้วยรูปแบบการศึกษาที่เขาออกแบบเองได้” วิทิตกล่าว
โรงเรียนเคลื่อนที่ (Mobile School) เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยให้เด็กหลุดออกจากระบบมีโอกาสได้เรียนรู้และก้าวไปสู่การมีวุฒิการศึกษาได้ โดยมีการเรียนอยู่สามทักษะ คือทักษะชีวิต ทักษะวิชาชีพ และทักษะวิชาการ โดยมีครูพี่เลี้ยง (เป็นอาสาสมัครที่ อบต. แต่งตั้งมา) คอยดูแลอยู่ไม่ห่าง เพื่อประคองให้เด็กยังส่งใบงานและมีปฏิสัมพันธ์กับแบบเรียนออนไลน์ วิทิตกล่าวเสริมว่าที่สทิงพระมีความเข้มแข็งเรื่องครูพี่เลี้ยงมาก
“ครั้งแรกเราไม่ต้องเข็นเด็กมาเรียนทุกคน แต่ถ้าคุณจบไปแล้วรุ่นหนึ่ง เพื่อนที่ยังเกเรอยู่ ไม่ได้เรียนหนังสือ ก็จะเริ่มรู้สึกว่าเพื่อนไปแล้ว เขาก็จะอยากเรียนบ้าง ที่นี่มีอาชีพหนึ่งคือลงเรือน้ำมัน เงินเดือนดี เด็กคนไหนจบ ม.6 บริษัทเรือน้ำมันรอรับเลย ดังนั้นเด็กหลายคนก็อยากจบ บางคนเคยติดยา แต่พอไปลงเรือก็เลิกยาไปโดยปริยาย พอเด็กหลายคนในหมู่บ้านเริ่มเรียนจบ ปัญหาเรื่องการขโมยขี้ยาง ปัญหาเรื่องยาเสพติดก็หายไป เพราะเด็กก็ไปเรียนต่อบ้าง ไปทำงานบ้าง กลายเป็นว่าพอเด็กเปลี่ยน ชุมชนก็เปลี่ยน” วิทิตลงรายละเอียด
“คําถามคือโจทย์ต่อไปคืออะไร สงขลา Zero Dropout จะเป็นอย่างไร ถ้าคุณไม่ทำภาพนี้ให้เกิดขึ้นนะ Thailand Zero Dropout จะเกิดขึ้นไม่ได้ คุณต้องทำให้เห็นทีละจังหวัด คุณก็แค่เขย่าไปเรื่อยๆ อย่าหยุด ถ้าหยุดปุ๊บก็จะกลายเป็นแค่คลื่นกระทบฝั่ง” วิทิตย้ำประเด็น
วุฒิการศึกษา: มากกว่ากระดาษ คือความมั่นคงของชีวิต
ประเด็นหนึ่งที่ยังคงมีคำถามอยู่คือเรื่องคุณภาพการศึกษาสำหรับเด็กที่จบการศึกษาด้วยระบบอื่น ซึ่งไม่ใช่ระบบ ‘มาตรฐาน’ ในโรงเรียนแบบที่สังคมคาดหวัง วิทิตพูดถึงประเด็นนี้ว่าบริบทของเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน และวุฒิการศึกษาหมายถึงความมั่นคงของชีวิตพวกเขา ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยมีมาก่อน
“ผมเคยโดนคำถามนี้เยอะ แต่ผมจะตอบคำถามนี้ด้วยเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง” วิทิตเริ่มเล่าเรื่อง
“ผมเคยสัมภาษณ์เด็กคนหนึ่งเพื่อรับเข้าเรียน เด็กคนนี้เป็นผู้หญิงชาวมุสลิมอยู่ตำบลบ่อแดง เขาหลุดจากระบบตอน ม.2 เพราะมีสามี ทีนี้สามีเขามีอาชีพทำประมง ออกเรือลำเล็กๆ ไปตอนกลางคืนแล้วกลับมาตอนเช้า ซึ่งเมื่อก่อนเขาก็ออกทะเลกับแฟนเขานั่นแหละ แต่พอมีลูกเขาจึงออกไม่ได้ ต้องเลี้ยงลูกที่บ้าน แต่ที่บ้านก็เลี้ยงแพะและเอาปลาที่สามีจับได้มาขาย
“ผมเลยถามเขาว่า ‘คุณก็ดูมั่นคงแล้วนี่จะเอาวุฒิไปทำอะไรล่ะ’ เขาตอบว่า ‘เผื่อเอาไปใช้สมัครทำงานโรงงาน’ พอผมฟังที่เธอเล่า ในหัวผมนึกถึงเพลง ออกเล ของมาลีฮวนน่า ที่พ่อบอกลูกก่อนจะออกทะเลว่า ‘จะออกเรือไปจนสุดขอบฟ้า ถ้าได้ปลามา กลับมาคงโชคดี… โอ้เจ้าแดงลูกพ่อเจ้าอย่ากวนให้แม่ตี’
“ผมเข้าใจผู้หญิงคนนี้เลยว่าถ้าวันหนึ่งสามีเขาออกทะเลแล้วไม่กลับมา เขาจะเลี้ยงลูกสองคนอย่างไร และเข้าใจทันทีว่าวุฒิการศึกษาไม่ใช่แค่เรื่องความรู้สำหรับผู้หญิงคนนี้ แต่มันคือความมั่นคงทางชีวิตของเขา หลังจากนั้นผมก็ไม่เคยสัมภาษณ์เด็กอีกเลย เพราะผมคิดว่าเราไม่ได้มีหน้าที่ตัดสินว่าเด็กเก่งหรือไม่เก่ง แล้วเอาวุฒิการศึกษามาฆ่าเขา หน้าที่ของผมคือเอากระดาษวุฒิแผ่นนี้ไปต่อชีวิตเขาเสีย คุณจะเก็บมันไว้ทำไม” วิทิตอธิบาย

ผีเสื้อทุกตัวมีค่า
ในแง่หนึ่ง การให้การศึกษาแก่เด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาไปแล้ว รวมถึงความพยายามในการพยุงไม่ให้เด็กกลุ่มเสี่ยงหลุดไปนั้น เป็นการทำให้เด็กมีทางเลือกในชีวิต และอย่างน้อยๆ ก็สะท้อนว่า ถ้าเด็กได้รับการยอมรับและมีทางเลือกในชีวิตมากพอ เขาอาจไม่เลือกทางเดินชีวิตแบบเดิม
“ผมเชื่อว่ามนุษย์ต้องการคำชมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แล้วคุณเชื่อไหมวันนี้ (9 มีนาคม 2569) ที่เด็กได้มารับวุฒิกับผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ผมคิดว่าวิธีคิดของเด็กเกินครึ่งเปลี่ยนไป มันเกิดการยอมรับของสังคมว่าเด็กกลุ่มนี้เรียนจบได้ จากที่เมื่อก่อนอาจถูกมองว่าเป็นเด็กไม่เอาถ่าน ซึ่งพอสังคมยอมรับเรื่องนี้ได้เราก็จะเห็นทางเอง เด็กที่เคยเกเรก็จะชวนเพื่อนมาเรียน” วิทิตลงรายละเอียด
ในขณะที่การขับเคลื่อนระดับพื้นที่อย่างสทิงพระโมเดลกำลังพยายาม ‘ดึงเด็กกลับมาเรียน’ อีกด้านหนึ่ง ระบบการศึกษาในระดับประเทศเองก็ขยับตัวเช่นกัน โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ดูแลเด็กวัยเรียนอายุ 3-18 ปีอยู่กว่า 6 ล้านคน (คิดเป็น 80% ของเด็กกลุ่มนี้) ตัวเลขนี้สะท้อนว่า หากสามารถดูแลเด็กในระบบหลักนี้ได้ ก็เท่ากับคุมภาพรวมของปัญหาได้เกือบทั้งหมด
‘1 โรงเรียน 3 รูปแบบ’ เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่เปิดทางให้โรงเรียนจัดการเรียนรู้ได้ยืดหยุ่นมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องผูกติดอยู่กับห้องเรียนเพียงรูปแบบเดียว ขณะเดียวกันยังมีการออกแบบโครงการ ‘นำการเรียนไปให้น้อง’ สำหรับเด็กที่เสี่ยงหลุดจากระบบ แต่ยังมีชื่ออยู่ในโรงเรียน เด็กไม่จำเป็นต้องกลับมานั่งเช็กชื่อ ครูสามารถปรับรูปแบบการเรียนเป็นใบงานหรือการเรียนจากที่บ้านได้ แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนความเข้าใจพื้นฐานว่า เด็กส่วนใหญ่ไม่ได้อยากหลุดออกจากระบบการศึกษา แต่มีเงื่อนไขบางอย่างที่ทำให้ไปต่อในรูปแบบเดิมไม่ได้
“เราต้องเข้าใจก่อนว่ามีเด็กที่มีปัญหาไม่ถึง 10% หรอก แต่ 10% นี่แหละคือ butterfly effect เราไม่รู้หรอกว่าเด็กคนหนึ่งจะเติบโตมาทำร้ายสังคมได้ขนาดไหน ถ้าเขาโตมาในสภาพแวดล้อมที่ไม่พร้อม คำถามคือจะมีเด็กหลุดจากระบบการศึกษาอีกกี่คนต่อปี ซึ่งเราต้องเข้าใจว่าหน้าที่การศึกษาคือการตอบโจทย์ความเป็นมนุษย์ของเด็ก และเสริมศักยภาพที่เหมาะสมกับชีวิตเขา” วิทิตอธิบาย
วิทิตกล่าวสรุปว่า “คำว่าการศึกษาคือคำเชิงบวก ดังนั้นสังคมต้องเข้าใจก่อนว่าที่เราออกแบบการศึกษาเพื่อเด็ก 10% นี้ เพื่อเปิดช่องให้เขาได้เรียน เราจะทำอย่างไรให้เขาได้วุฒิ ม.3 ซึ่งเป็นการศึกษาภาคบังคับ เพราะเราไม่อยากให้เกิด butterfly effect เท่านั้นเอง”
ในโลกของการศึกษา ไม่ควรมีเด็กคนไหนถูกปล่อยให้หลุดหายไปจากระบบเพียงเพราะเขามีบริบทชีวิตต่างจากคนอื่น
“ผีเสื้อทุกตัวมีค่า” วิทิตกล่าวทิ้งท้าย
ในงานพิธีมอบประกาศนียบัตรผู้สำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีการศึกษา 2568 ที่อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 มีหนึ่งครอบครัวที่เรียนจบการศึกษาขั้นพื้นฐานพร้อมกันทั้งครอบครัว สมหมาย สารทอง (แดง) ผู้เป็นแม่ของลูกทั้งสามกล่าวด้วยความดีใจว่า “วันนี้มีความสุขมาก เห็นลูกๆ เรียนจบ” หลังจากนี้ลูกๆ จะไปในเส้นทางที่ตัวเองชอบเช่น โก้สนใจเรื่องการซ่อมรถ อยากเรียนต่อเทคนิค ซึ่งเมื่อมีวุฒิการศึกษายิ่งทำให้พวกเขามีทางเลือกในชีวิตมากขึ้น


