โอบรับเด็กด้วยหัวใจที่ยืดหยุ่น: ออกแบบการเรียนรู้ใหม่ในเมืองใหญ่ กับ ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

ดึงเด็กกลับมาเรียน

ในพื้นที่เมืองหลวงของประเทศไทยที่เป็นศูนย์รวมเทคโนโลยีและการศึกษาที่ดีที่สุดในประเทศ ในอีกด้านหนึ่งยังมีเด็กที่หล่นหายออกจากระบบการศึกษาด้วยปัญหาเรื่องฐานะทางเศรษฐกิจและความจำเป็นของครอบครัว จากรายงานผลการติดตามเด็กหลุดจากระบบการศึกษาในพื้นที่กรุงเทพมหานครชี้ให้เห็นว่า มีเด็กที่หลุดออกนอกระบบจำนวน 92,775 คน (ตัวเลขจากปี 2567) ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่มีจำนวนเด็กอยู่นอกระบบการศึกษามากที่สุดในประเทศ 

เด็กราวเก้าหมื่นคนนี้ได้รับการติดตามกลับมาได้แล้ว 66,327 คน คิดเป็นประมาณ 71% ยังเหลืออีก 26,448 คนที่ยังไม่ได้ติดตาม (ข้อมูลเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568) ซึ่งทีมทำงานของ กทม. ยังเดินหน้าทำงานติดตามต่อไป การติดตามเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาเป็นการทำงานร่วมกันของหลายฝ่าย ซึ่งต้องเชื่อมโยงทั้งข้อมูลและกระบวนการทำงานให้สอดประสานไปในทางเดียวกัน 

ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่มีส่วนในการดูแลรับผิดชอบเรื่องการศึกษาในกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ตัวเลขของเด็กที่หลุดออกนอกระบบการศึกษาได้มาจากการเชื่อมข้อมูลกันจากกระทรวงมหาดไทยกับกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เป็นคนประสานกับหลายหน่วยงานเพื่อให้เกิดการเชื่อมข้อมูลเหล่านี้ เมื่อได้ข้อมูลมาอยู่ในมือ สิ่งที่ กทม. ทำงานต่อคือการติดตามเด็กให้กลับเข้ามาสู่ระบบ 

กระบวนการติดตามมีทั้งหมด 4 ขั้นตอน คือ

ขั้นตอนที่ 1 ตรวจสอบข้อมูลสถานะการศึกษาของเด็กและเยาวชนเพื่อค้นหาเด็กหลุดระบบการศึกษาในพื้นที่ 
ขั้นตอนที่ 2 สำรวจและบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานหรืออาสาสมัครในพื้นที่ค้นหาเด็กหลุดระบบการศึกษา โดยแบ่งพื้นที่แขวง/หมู่บ้านในการดำเนินการ ผู้สำรวจจะดำเนินการค้นหาและคัดกรองโดยใช้แอปพลิเคชันยืนยันด้วยจีพีเอส
ขั้นตอนที่ 3 การช่วยเหลือและติดตามโดยผู้จัดการรายกรณี (CM : Case Manager) จะดำเนินการรับเคส ดำเนินการคัดกรอง จากนั้นจะส่งต่อเข้าระบบการศึกษาในระบบสถานศึกษาสังกัด สกร. บ้านเรียน โรงเรียนฝึกอาชีพ หรือหลักสูตรระยะสั้น 
ขั้นตอนที่ 4 การติดตามโดยผู้จัดการรายกรณีจะติดตามในรอบ 3 เดือนหรือ 6 เดือน

ในกระบวนการทำงานติดตามเด็ก ศานนท์เล่ารายละเอียดให้ฟังว่าใช้การเดินทางไปหาถึงหน้าบ้านเพื่อพูดคุยกับผู้ปกครองโดยตรง

“เราใช้วิธีค่อนข้างดั้งเดิมคือไปเคาะหน้าบ้าน ถ้าเด็กไม่เข้าเรียนเราก็ต้องคุยกับผู้ปกครองว่าถ้าไม่เอาเด็กเข้าเรียนเขาจะมีความผิด เพราะการเรียนชั้น ป.1-ม.3 เป็นการศึกษาภาคบังคับ ดังนั้นถ้าครอบครัวไม่มีปัญหาอะไรก็จะส่งเด็กเข้าเรียน แต่ปัญหาหลักอีกเรื่องคือเด็กที่หลุดในช่วงนอกการศึกษาภาคบังคับ คือชั้นอนุบาลกับชั้นมัธยมปลายหรืออาชีวะ อันนี้เป็นโจทย์ยาก เราก็ต้องมาดูว่าสาเหตุที่เขาหลุดออกจากระบบมีอะไรบ้าง บางคนก็พูดตรงๆ ว่าเขาไม่อยากเรียนแล้ว ซึ่งตรงนี้เราต้องออกแบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นขึ้นมา” ศานนท์พูดถึงภาพรวมสถานการณ์เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาในพื้นที่ กทม.

จากประเด็นปัญหาดังกล่าวทำให้ทาง กทม. เปิดพื้นที่นำร่องที่เขตคลองเตย โดยใช้โรงเรียนฝึกอาชีพที่คลองเตยเปิดสอนเด็กจำนวน 25 คน โดยสามารถเทียบหน่วยกิตแล้วรับวุฒิเทียบเท่าระดับชั้นมัธยมปลายได้ 

“เราพยายามทำนอกกรอบ ไม่ได้คิดว่าจะต้องมีหลักสูตรวิชาการ แต่เรามุ่งให้เขาไปสู่อาชีพ เอาช่างมาคุยกับเด็ก เอาอาชีพที่เขาจะออกไปทำงานเป็นตัวตั้ง แล้วค่อยประเมินออกมาว่าถ้าจะเป็นช่างนี้ต้องเรียนกี่ชั่วโมง สิ่งนี้เป็นทางเลือกให้คนที่มองว่าการศึกษาในโรงเรียนไม่ตอบโจทย์เขา เขาก็มีสิทธิ์เลือกเรียนในการศึกษาแบบอื่นที่ได้เครดิตด้วย เราเพิ่งเริ่มต้นทำ แล้วค่อยมาดูว่าได้ผลหรือไม่ได้ผลอย่างไร มีบทเรียนอะไรบ้างที่จะเอามาปรับ ถ้าได้ผลเราก็จะขยายผลในลักษณะนี้ได้ ถือเป็นการศึกษายืดหยุ่นอีกแบบหนึ่ง” ศานนท์กล่าว

โรงเรียน: บ้านอีกหลังของเด็ก

โรงเรียนในสังกัด กทม. เป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในชุมชน โรงเรียนจำนวนมากตั้งอยู่ในพื้นที่วัดซึ่งพัฒนาต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยเริ่มสร้างเมืองบางกอก เด็กหลายคนอยู่ในครอบครัวที่ฐานะทางเศรษฐกิจยากจน พ่อแม่จำนวนมากต้องทำงานทุกวัน ทำให้ไม่สามารถดูแลลูกหลานได้เต็มเวลา โรงเรียนในสังกัด กทม. จึงต้องเป็นเหมือน ‘บ้านอีกหลัง’ ของเด็กในชุมชน เพื่อเป็นที่รองรับและดูแลเด็กๆ ช่วยผู้ปกครอง

“โรงเรียนในสังกัด กทม. มีอาหารเช้าให้ด้วย ไม่ได้มีแค่อาหารเที่ยง ถ้าผมเป็นพ่อแม่ ผมก็อยากให้ลูกไปโรงเรียนนะ เพราะอย่างน้อยประหยัดมื้อเช้า บางโรงเรียนดูแลเด็กที่มีความต้องการพิเศษ บางโรงเรียนคุณครูแทบจะเป็นคุณพ่อคุณแม่เลย เพราะว่าคุณพ่อคุณแม่ของเขาไม่อยู่แล้ว” ศานนท์เล่าถึงการดูแลเด็กในเรื่องเล็กน้อย ที่เป็นประเด็นสำคัญ

“นอกจากนี้เรายังทำอาฟเตอร์สคูลและแซตเทอร์เดย์สคูล เป็นนโยบายที่เปิดโรงเรียนนานขึ้นโดยมีเบี้ยเลี้ยงให้ครูด้วย เพราะเด็กหลายคนยังไม่อยากกลับบ้าน เลิกเรียนแล้วไม่รู้จะไปที่ไหนก็อยู่ที่โรงเรียนก่อน หรือบางคนพ่อแม่ทำงานหกวัน พอโรงเรียนเปิดวันเสาร์ก็เหมือนมีทางเลือกให้ผู้ปกครองส่งลูกมาอยู่ที่โรงเรียนได้” ศานนท์เล่าถึงนโยบายที่ กทม. ออกแบบโรงเรียนให้โอบรับเด็กในชุมชน ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวช่วยที่ทำให้เด็กไม่หลุดออกจากระบบการศึกษา ด้วยการพยายามลดรายจ่ายของครอบครัว นอกจากนี้ทาง กทม. ยังมีการสนับสนุนค่าใช้จ่ายเรื่องเสื้อผ้าให้เด็กทุกปี วันที่ให้แต่งชุดอิสระ เด็กก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

“พวกนี้เป็นเรื่องที่ดูไม่เกี่ยวแต่สำคัญ เราต้องทำให้โรงเรียนรัฐเป็นที่พึ่งของผู้ปกครองให้ได้ และโรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กและเยาวชน” ศานนท์กล่าวย้ำ

ต่อประเด็นเรื่องที่โรงเรียนเป็นที่พึ่งให้ผู้ปกครองนั้น ศานนท์ลงรายละเอียดให้เห็นภาพว่าสิ่งหนึ่งที่ยากกว่าการช่วยลดรายจ่าย คือ กทม. ไม่สามารถเพิ่มรายได้ให้ผู้ปกครองได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษา

“ถ้าเป็นเรื่องรายจ่าย โรงเรียนเป็นที่พึ่งแน่นอน แต่เราสร้างรายได้เพิ่มให้ผู้ปกครองไม่ได้ ที่เราเจอหลายเคสคือเขาต้องการเด็กไปช่วยทำงาน ก็เป็นข้อท้าทายว่าต่อให้เราลดรายจ่ายเขาแค่ไหน แต่ปัญหาคือรายได้เขาไม่พอ เขาเลยจำเป็นต้องให้ลูกหลุดออกจากระบบ เราจึงค่อนข้างเห็นด้วยกับ กสศ. ในเรื่องการให้ทุน พอมีการให้ทุน ก็เหมือนเป็นการช่วยเรื่องรายได้ให้ผู้ปกครองด้วย ตรงนี้แหละเป็นข้อท้าทายสำคัญ เพราะยิ่งเศรษฐกิจแย่ ปัญหาก็จะยิ่งซับซ้อนขึ้น และมันเป็นเรื่องเดียวกัน” ศานนท์กล่าวสรุป 

เรียนให้สนุกด้วยฐานสมรรถนะและการศึกษาตอบโจทย์ชีวิต

นอกจากเรื่องการช่วยลดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองแล้ว ทาง กทม. ยังทดลองเปลี่ยนหลักสูตรการเรียนให้เด็กสนุกกับการเรียนมากขึ้นและเอาไปใช้ในชีวิตจริงได้มากขึ้น โดยการทำฐานสมรรถนะใน 70 โรงเรียนในกรุงเทพฯ ใช้วิธีการเปลี่ยนวิชาพื้นฐานให้เหลือน้อยลง และเพิ่มวิชาบูรณาการให้มากขึ้น 

“ผมยกตัวอย่างที่เด็ก กทม. เป็นมัคคุเทศก์น้อยที่วัดเทพธิดาราม ทำให้เขาได้เรียนวิชาประวัติศาสตร์ ภาษาอังกฤษ สังคมรวมกัน วิชาเดียวตอบโจทย์หลายวิชา ให้เครดิตหลายวิชาพร้อมกัน วิธีการเปลี่ยนหลักสูตรแบบนี้ทำให้เด็กอยากเรียนมากขึ้น สนุกขึ้น ไม่ต้องมานั่งอยู่ในห้องเรียนแล้วตั้งคำถามว่าเรียนไปทำไม ทางวัดเขาให้เงินเด็กด้วย เด็กก็มีขวัญและกําลังใจ ถ้าเป็นลักษณะนี้เราก็เชื่อว่าเด็กจะอยากเรียนมากขึ้น” ศานนท์ลงรายละเอียด เขาย้ำว่าถ้าจะทำให้การศึกษาที่ยืดหยุ่นและหลากหลายเกิดขึ้นได้จริง ต้องมีการกระจายอำนาจ

“ท้องถิ่นก็อยากมีอำนาจในการสร้างมาตรฐานการศึกษาของตัวเองได้ ถ้าเราไม่สามารถกำหนดมาตรฐานการศึกษาที่ปลายทางได้ เรื่องที่คุยกันก็อาจยังไม่เกิดขึ้นจริง ถ้าจะทำเรื่องการศึกษายืดหยุ่นต้องพูดเรื่องการกระจายอำนาจ พูดเรื่องการสร้างมาตรฐานที่ไม่ใช่แค่มาตรฐานเดียวจากกระทรวงฯ ตราบใดที่ไม่พูดเรื่องนี้ไปด้วย การศึกษาแบบใหม่ๆ ก็ไม่เกิด” ศานนท์กล่าว

เมื่อพูดถึงการศึกษาตอบโจทย์ชีวิตในภาพใหญ่ ศานนท์พูดถึงการศึกษาในอนาคตที่เส้นแบ่งระหว่างการเรียนกับการทำงานจะพร่าเลือนลง

“ที่ผ่านมาเหมือนเรามีเวลาเรียนกับเวลาใช้ชีวิตแยกกัน คือเราเรียนเสร็จ เราก็ทำงาน แต่ผมว่าในอนาคต เส้นแบ่งระหว่างการทำงานกับการเรียนจะพร่าเลือนลงเรื่อยๆ ถ้าเราพูดเรื่องการศึกษาในอนาคต เราคงต้องทำให้การศึกษากับการใช้ชีวิตหรือการทำงานเบลอเข้าหากันมากขึ้น” 

“เราอาจมีการศึกษาที่เป็นพื้นฐานอยู่ส่วนหนึ่ง แต่การบูรณาการก็ควรเป็นสาระสำคัญหลักของการเรียนในอนาคต ซึ่งเราต้องทำให้โรงเรียนมีเวลาอิสระมากกว่าเดิม ปัจจุบันเราออกแบบการเรียนแบบตามเวลา (time based) ทุกโรงเรียนต้องเขียนหลักสูตรและแผนการสอนออกมาเป็นรูปแบบของชั่วโมง ต้องออกแบบ 1,200 ชั่วโมงให้เด็กยุ่งที่สุด ต้องใช้เวลาเต็ม แต่ถ้าเปลี่ยนใหม่ว่าต้องมีเวลาอิสระ เราก็จะออกแบบการเรียนได้ยืดหยุ่นมากขึ้น หมายความว่าต้องออกแบบวิชาพื้นฐานให้พอดี เช่น คุณต้องอ่านออกเขียนได้ ภาษาอังกฤษคุณต้องดี มีทักษะการคิดวิเคราะห์ แล้วที่เหลือให้โรงเรียนกำหนดวิชาอิสระได้เอง ส่วนในเรื่องมาตรฐานของนักเรียน ก็ให้กระทรวงประเมินมาตรฐานว่านักเรียนต้องได้อะไรบ้าง” ศานนท์ลงรายละเอียด 

“ตรงช่วงเวลาอิสระนี้ เราต้องสร้างต้นแบบของการเรียนที่แวะทำอย่างอื่นได้มากขึ้น อาจมีโปรเจ็กต์เรื่องการแก้ปัญหาสังคม เช่น ชุมชนมีน้ำท่วมทุกปี เราก็เอาโจทย์นี้มาเป็นโจทย์การศึกษา สามารถออกแบบการศึกษาให้เป็นพื้นที่นวัตกรรมของชุมชนได้ หรือบางคนทำเรื่องเขียนโปรแกรม บางคนสนใจเรื่องกีฬา เป็นช่วงของการค้นหาสิ่งที่เชื่อมโยงสอดคล้องกับชีวิตเด็ก ซึ่งตรงนี้จะทำให้เด็กมองว่าโรงเรียนคือศูนย์กลางการเรียนรู้ตลอดชีวิตจริงๆ และโรงเรียนจะเปลี่ยนนิยามของการเรียนรู้ได้” ศานนท์กล่าวสรุป

ากข้อเสนอเรื่องรูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นนี้ เมื่อพูดถึงภาพฝันเรื่องการศึกษาของเด็กใน กทม. ศานนท์กล่าวว่าอยากให้ทุกคนเป็นเจ้าของการเรียนของตัวเองได้

“การศึกษาที่ดีควรจะทำให้เด็กดีขึ้น โดยไม่ตัดสินเด็กจนเขารู้สึกว่าตัวเองไม่เก่ง การศึกษาของเรามักถูกมองเป็นเกมที่มีตอนจบ มีคนชนะคนแพ้ แต่ผมมองการศึกษาเป็นเกมที่ไม่มีตอนจบมากกว่า การศึกษาคือการพัฒนาตัวเอง ทำให้เด็กเป็นคนที่ดีขึ้นได้ไม่ว่าเขาจะอยู่ระดับไหน ซึ่งตรงนี้ต้องเป็นพื้นฐานของการออกแบบหลักสูตร เราต้องมุ่งไปที่การเรียนรู้แบบ personalize learning ให้ได้ คือการออกแบบการเรียนที่ทุกคนเป็นเจ้าของการเรียนของตัวเอง ทำให้การเรียนรู้ในโรงเรียนเป็นเป้าหมายของเด็กเอง ไม่ใช่เป็นเป้าหมายของคุณครูหรือโรงเรียน ซึ่งการจะทำแบบนี้ได้ต้องให้เด็กตั้งคําถามกับตัวเองว่าถนัดหรือชอบอะไร” ศานนท์ลงรายละเอียดถึงภาพฝันการศึกษาสำหรับเด็กไทย

“ผมฝันว่าการศึกษาในอนาคต โรงเรียนคงไม่ใช่ที่ของเด็กอย่างเดียว แต่อยากให้เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิตจริงๆ อาจจะมีคอร์สของผู้ใหญ่หรือพื้นที่ที่ผู้ใหญ่มาทำอะไรในพื้นที่เดียวกัน ให้เด็กได้เห็นว่าผู้ใหญ่ก็เรียนนะ เพื่อเกิดเป็นระบบนิเวศของการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเป็นพื้นที่ที่มีประโยชน์สอดคล้องกับชีวิตของเด็ก”

ศานนท์ยกตัวอย่างว่าเด็กที่อยู่แถวท่าเรือ ก็ควรมีการเรียนรู้เรื่องเรือ หรือเด็กที่อยู่ย่านท่องเที่ยวประวัติศาสตร์ ก็ควรมีการเรียนรู้เรื่องประวัติศาสตร์ ทำให้โรงเรียนเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมให้ชุมชนได้ จึงจะทำให้เด็กรู้สึกว่าโรงเรียนหรือการศึกษามีความสำคัญกับชีวิต 

“เด็กจะรู้ว่าการศึกษาสำคัญก็ต่อเมื่อมันเกี่ยวข้องกับชีวิตเขา หัวใจคือตรงนั้น” ศานนท์กล่าวสรุป