เมื่อพูดถึงการศึกษายืดหยุ่นหรือ “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” ในประเทศไทย หนึ่งในโรงเรียนที่หลายคนยกให้เป็นต้นแบบคือโรงเรียนเนกขัมวิทยา จังหวัดราชบุรี ภายใต้การนำของ ผอ.สุทิสา สุธาบูรณ์ ผู้อำนวยการที่เปลี่ยนวิกฤตเด็กหลุดจากระบบการศึกษาให้กลายเป็นโอกาส พร้อมสร้างแนวทางใหม่ที่เป็นความหวังให้เด็กนับร้อยชีวิต
เส้นทางของการศึกษายืดหยุ่นที่โรงเรียนเนกขัมวิทยาไม่ได้เริ่มต้นด้วยนโยบายจากส่วนกลาง หากแต่เกิดจากความมุ่งมั่นของผู้บริหารและความร่วมมือของชุมชนที่ไม่ต้องการทอดทิ้งเด็กแม้แต่คนเดียว
“จริงๆ แล้ว ‘1 โรงเรียน 3 รูปแบบ’ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่หลายพื้นที่ทำกันมาตั้งนานแล้ว อยู่ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติที่ออกมาตั้งแต่ปี 2542 และเขียนไว้หมดแล้วว่าโรงเรียนสามารถทำอย่างไรได้บ้าง”
สิ่งที่ ผอ.สุทิสาพูดถึงคือมาตรา 15 ที่เปิดโอกาสให้โรงเรียนสามารถจัดการศึกษาได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย
จุดเริ่มต้นของการศึกษายืดหยุ่นเกิดขึ้นในปี 2565 เมื่อพระครูโสภณจันทรังสี เจ้าอาวาส วัดใหม่สี่หมื่น มาพบเธอหลังจากเธอย้ายมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนเนกขัมวิทยาในวันแรก หลวงพ่อมาพร้อมกับข้อมูลที่น่าตกใจว่ามีเด็กจำนวนไม่น้อยหลุดออกจากระบบการศึกษาและท่านต้องการความช่วยเหลือ
“พอหลวงพ่อพูดอย่างนี้ ความคิดแรกของเราก็คือต้องใช้โมเดล ‘1 โรงเรียน 3 รูปแบบ’นี่แหละ ซึ่งเราคุ้นเคยกับโมเดลนี้อยู่แล้ว เพราะเห็นสามีคือ ผอ.ประยูร ขับเคลื่อนตรงนี้มายาวนาน เพียงแต่ว่ายังไม่มีโอกาสหยิบโมเดลนี้เข้ามาใช้ในโรงเรียนเสียที”
เมื่อได้โมเดลในการทำงาน จากนั้น ผอ.สุทิสาก็เริ่มสำรวจและพบว่ามีเด็กหลุดจากระบบ 10 คน การสำรวจเด็กที่หลุดจากระบบครั้งแรกทำให้ ผอ.สุทิสาเห็นภาพปัญหาที่ชัดเจนว่าเด็กส่วนใหญ่ไม่ได้หลุดจากระบบเพราะไม่อยากเรียน แต่เพราะสภาพชีวิตไม่เอื้อให้มาเรียนได้ทุกวัน
“เด็กส่วนใหญ่ที่เราเจอ บางคนมีปัญหาสุขภาพกาย บางคนมีปัญหาสุขภาพจิต บางคนยากจน บางคนต้องดูแลพ่อแม่ที่เจ็บป่วย บางคนต้องไปทำงานเลี้ยงดูครอบครัว ปัจจัยเหล่านี้ทำให้พวกเขาหลุดออกจากระบบการศึกษา ถ้าเป็นอย่างนี้เด็กมาเรียนทุกวันไม่ได้แน่”
จากวันนั้นจนถึงวันนี้
นี่คือ 5 เรื่องราวดีๆ บนเส้นทางการศึกษายืดหยุ่นของโรงเรียนเนกขัมวิทยา
1.พื้นฐานที่แข็งแกร่งมาจากประสบการณ์หลากหลาย
ความสำเร็จของผอ.สุทิสาในการบุกเบิกการศึกษายืดหยุ่นไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มาจากการสะสมประสบการณ์ที่หลากหลาย
“ตัวเราเป็นครูมัธยมมาก่อน จากนั้นก็ย้ายไปเป็น ผอ.โรงเรียนประถมเล็กๆ เสร็จแล้วเราก็ขยับมาอยู่ที่โรงเรียนขยายโอกาส แล้วปี 2565 ก็ได้มีโอกาสย้ายกลับมาอยู่โรงเรียนมัธยมเหมือนเดิม ซึ่งก็คือเนกขัมวิทยา”
การเดินทางผ่านโรงเรียนหลายระดับทำให้เธอเห็นวิธีการจัดการศึกษาที่แตกต่างกัน และเรียนรู้จุดเด่นจุดด้อยของแต่ละระบบ จุดเปลี่ยนสำคัญคือช่วงที่เธอทำงานที่โรงเรียนขยายโอกาส และได้เข้าร่วมโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเองหรือ TSQP (Teacher and School Quality Program) ทื่ กสศ. จัด
“ตอนอยู่โรงเรียนขยายโอกาส เรามีโอกาสได้เข้าร่วมโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง ของ กสศ. ตอนนั้นเราได้เรียนรู้นวัตกรรมของลำปลายมาศ ซึ่งก็คือนวัตกรรมจิตศึกษา PBL และ PLC นวัตกรรมทั้ง 3 ตัวนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงโรงเรียนเชิงระบบ ต้องพลิกตั้งแต่วิถีของโรงเรียนเลย ทั้งการทำงาน ทั้งแนวคิดของผู้บริหาร ครู เด็ก และผู้ปกครอง นวัตกรรมของลำปลายมาศที่เราได้เรียนรู้มานั้นเป็นอะไรที่ท้าทายมาก แต่ก็ทำให้เรามีพื้นฐานแข็งแกร่ง”

2.ขับเคลื่อนการศึกษายืดหยุ่นด้วยโมเดล “3 พลังบวรสร้างโอกาส”
“ตอนเราลงพื้นที่ไปตามเด็ก ครั้งแรกที่เจอกันทุกคนปฏิเสธเราหมดเลย ตอนนั้นเราเข้าใจนะคะว่าในกลุ่มครอบครัวที่ยากจน เขาก็กังวลว่าจะส่งเด็กกลับไปเรียนได้ยังไง ส่วนบ้านที่เด็กเคยโดนอะไรมาจากโรงเรียน เขาก็ไม่อยากให้เด็กกลับไปอีก เราก็ต้องไปซ้ำ ไปครั้งที่สอง ไปครั้งที่สาม เราต้องหาทางคุยกับพ่อแม่ คุยกับเด็ก ให้เขาเห็นว่าเรามาเพื่อช่วยจริงๆ ไม่ใช่มาเพื่อตัดสินหรือมาตําหนิ”
สิ่งที่ทำให้เธอประทับใจที่สุดคือการได้รับการสนับสนุนจากชุมชน โดยเฉพาะหลวงพ่อวัดใหม่สี่หมื่นที่ช่วยเป็นสื่อกลางในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครอง
“หลวงพ่อเป็นคนที่ชาวบ้านเคารพ พอท่านลงไปพูดคุยด้วย ผู้ปกครองก็เริ่มเปิดใจมากขึ้น”
จากประสบการณ์หลายปีในการพัฒนา ผอ.สุทิสาได้หล่อหลอมแนวทางการจัดการศึกษายืดหยุ่นของโรงเรียนเนกขัมวิทยาจนเป็นรูปธรรมภายใต้ชื่อ “3 พลังบวรสร้างโอกาส”
“วิธีการจัดการศึกษาของเนกขัมวิทยานั้น เราพัฒนามาตั้งแต่ปี 2565 เราจะไม่ใช้คำว่า 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ เพราะพอเราใช้คำนี้มันเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน หลายคนจะไปติดกรอบว่า อ๋อ ใช้ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ แสดงว่าการจัดการศึกษา มี 3 รูปแบบใช่ไหม ซึ่งจริงๆ แล้วการจัดการศึกษาที่เราทำอยู่ เราแค่เอาหลักการของ พ.ร.บ.การศึกษามาตรา 15 มาใช้”
“เราจัดการศึกษาโดยใช้วิธีผสมผสาน 3 รูปแบบ ไม่ได้แยกว่าอันนี้คือเด็กในระบบ อันนี้คือเด็กนอกระบบ อันนี้คือเด็กที่เรียนด้วยรูปแบบตามอัธยาศัย เราไม่ได้แยกแบบนั้น เวลาเราจัดโมเดลการศึกษา เราจะชูเรื่อง ‘3 พลังบวรสร้างโอกาส’ หรือ ‘บ้าน วัด โรงเรียน’ เน้นการผสานพลังชุมชน ซึ่งเราพบว่ามันตอบโจทย์ในพื้นที่ได้ดีมาก”
3.พกปริ้นเตอร์ในรถ: นวัตกรรมเกิดจากความจำเป็น
หนึ่งในเรื่องราวที่สะท้อนความมุ่งมั่นของผอ.สุทิสา คือการ “พกปริ้นเตอร์ติดตั้งในรถ” เพื่อไปรับสมัครเด็กกลับมาเรียน
“ตอนแรกเราก็ติดตั้งปริ้นเตอร์ในรถเพื่อไปพิมพ์เอกสารให้ผู้ปกครอง เพราะถ้าเขาต้องเดินทางเข้ามาโรงเรียนเพื่อสมัคร มันเป็นอุปสรรคอีกชั้นหนึ่ง พอเราเอาเครื่องไปพิมพ์ให้เลยถึงบ้าน เซ็นชื่อเสร็จก็จบ บางบ้านเด็กอยู่บนเขา ถ้าให้มาโรงเรียนเพื่อสมัคร มันยากมาก เราเลยต้องเป็นฝ่ายเข้าไปหา แทนที่จะรอให้เขาเข้ามาหาเรา”
นี่ไม่ใช่แค่การอำนวยความสะดวก แต่เป็นการทำลาย “กำแพงล่องหน” ที่ทำให้เด็กและผู้ปกครองรู้สึกว่าระบบการศึกษาอยู่ไกลเกินเอื้อม
4.ไม่เคยเก็บเงินแม้แต่บาทเดียว
เรื่องหนึ่งที่ผอ.สุทิสาภูมิใจมาก คือการที่โรงเรียนเนกขัมวิทยาสามารถจัดการศึกษาได้โดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายจากเด็กและผู้ปกครอง ที่เป็นเช่นนี้เพราะโรงเรียนหาทางสร้างรายได้เอง
“เนกขัมวิทยาจัดการศึกษาให้เด็กโดยไม่เคยเก็บเงินเด็กแม้แต่บาทเดียว ทั้งในระบบและนอกระบบ หรือ 80 กว่าคนที่เราต้องขึ้นเขาลงห้วยไปหาเขาถึงบ้าน เราก็ยังจัดการศึกษาให้เขาได้โดยไม่เคยรับเงินใดๆ แม้แต่บาทเดียว ในฐานะผู้บริหารขั้นแรกเราจะมองว่ามีอะไรที่โรงเรียนซัพพอร์ตครูได้บ้าง จากนั้นก็พยายามหาจุดแข็งว่าโรงเรียนจะหารายได้จากตรงไหนได้บ้าง”
“ตอนที่เราทำใหม่ๆ เราไม่พร้อมเลย ห้องก็ไม่มี คอมพิวเตอร์ก็ไม่มี แต่เราทำยังไงรู้ไหมคะ เราทอดผ้าป่า ตอนนั้นได้เงินก็นำมาทำห้องให้เด็ก เอาห้องเก่าๆ มารีโนเวต ทำห้องให้น่ารักเพื่อเด็กจะได้เรียนหนังสือแล้วไม่เครียด ไม่อยากให้มันเหมือนห้องเรียนมาก”

5.“ช่วยเด็กโดยไร้เงื่อนไข” ด้วย “หัวใจของความเป็นครู”
ตั้งแต่ปี 2565 จนถึงปัจจุบัน โรงเรียนเนกขัมวิทยาได้ช่วยเหลือเด็กที่หลุดจากระบบกว่า 80 คน ตัวเลขนี้อาจดูไม่มาก แต่เบื้องหลังแต่ละตัวเลขคือเรื่องราวชีวิตที่ท้าทายและการไม่ยอมแพ้ของทีมงาน
“80 กว่าเคสเนี่ยมีหลายเคสที่หนักหนามาก คณะครูก็ต้องติดตาม ลงพื้นที่พูดคุยอย่างไม่ยอมแพ้ เพื่อให้เด็กได้กลับมาเรียน” ผอ.สุทิสาเล่า “เรื่องอย่างนี้มันอยู่ที่ใจ”
“ทุกวันนี้โรงเรียนเนกขัมวิทยาช่วยเด็กโดยไร้เงื่อนไข ไม่มีอคติใดๆ และเรามองว่าถ้าทุกคนร่วมด้วยช่วยกันแบบนี้ เด็กทั่วประเทศจะได้รับโอกาสมากขึ้น บางครั้งเราเจอคำถามจากครูว่า “ถ้าเด็กแย่ขนาดนี้ ทำไมเราต้องให้โอกาส” เวลาที่ครูตั้งคำถามแบบนั้นมันสะท้อนว่าครูเริ่มมีเงื่อนไขในการที่จะช่วยเด็ก แต่ว่าเด็กก็คือเด็ก เขายังไม่รู้เลยว่าจะวางแผนอนาคตไปทำไม จะมีวุฒิไปทำไม เขายังคิดไม่ได้ แต่เราเป็นผู้ใหญ่ เรารู้ว่าถ้าเขามีวุฒิ มีการศึกษาที่ดี คุณภาพชีวิตของเขาก็จะดี เพราะฉะนั้นถ้าครูตั้งแง่กับเด็ก มีเงื่อนไขกับเด็ก “ทำไมต้องไปช่วยเด็กเหล่านี้ ถ้าจัดการศึกษาแบบนี้เด็กก็ไหลมาเรียนแบบนี้หมดสิ” พอคิดอย่างนี้ครูก็จะไม่อยากลงมือทำ ไม่อยากสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ชีวิตเด็ก”
สิ่งที่ ผอ.สุทิสาต้องการย้ำคือการเปลี่ยนมายด์เซตของครูนั้นสำคัญมาก
“มายด์เซตเป็นเรื่องสำคัญ โรงเรียนส่วนใหญ่ก็เจอความท้าทายนี้ คือครูจะตั้งคำถามว่าจะจัดการศึกษายืดหยุ่นโดยคงคุณภาพไว้ได้อย่างไร แต่จริงๆ แล้วมันทำได้” ผอ.สุทิสายืนยันอย่างหนักแน่น

ผอ.สุทิสายอมรับว่ายังมีความท้าทายที่ต้องเผชิญอยู่ ซึ่งความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดคือความเข้าใจของสังคมที่มีต่อการศึกษายืดหยุ่น เพราะหลายคนยังมองว่าการศึกษายืดหยุ่นจะทำให้คุณภาพลดลงหรือเป็นทางลัดที่ไม่มีมาตรฐาน จากประสบการณ์ของเธอ คุณภาพไม่ได้เกิดจากความเข้มงวดของระบบ แต่เกิดจากการดูแลเด็กอย่างใกล้ชิดและตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของเด็กๆ
“คุณภาพเกิดขึ้นได้อยู่แล้ว แม้แต่ในการศึกษายืดหยุ่น เราก็ทำให้มีคุณภาพได้ แต่เราต้องเข้าใจเงื่อนไขชีวิตเด็กด้วย เข้าใจวิธีหลากหลายที่เด็กสามารถเรียนรู้ สิ่งเหล่านี้จัดการให้มีคุณภาพได้”
เมื่อถามว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดในการทำให้การศึกษายืดหยุ่นประสบความสำเร็จ ผอ.สุทิสาตอบอย่างไม่ลังเลว่า
“”การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นต้องมีจิตวิญญาณของความเป็นครู ในการที่จะช่วยเหลือเด็กโดยไร้เงื่อนไข บวกด้วยความเมตตากรุณาและหัวใจของความเป็นครูเข้าไปด้วย เมื่อทุกอย่างประกอบกันจึงจะสามารถพาเด็กที่แตกต่างหลากหลายเหล่านี้ไปต่อได้ รวมถึงสามารถประคับประคองเด็กจนจบการศึกษา มีวุฒิฯ เพื่อไปพัฒนาคุณภาพชีวิตในอนาคตได้”
จากเด็ก 10 คนในวันแรกสู่กว่า 80 ชีวิตที่ได้รับโอกาสกลับมาเรียน
จากการพกปริ้นเตอร์ในรถสู่โมเดล “3 พลังบวรสร้างโอกาส” ที่เป็นต้นแบบให้โรงเรียนอื่นๆ ทั่วประเทศ
เส้นทางของผอ.สุทิสา สุธาบูรณ์ และโรงเรียนเนกขัมวิทยา คือเรื่องราวที่พิสูจน์ว่าการศึกษายืดหยุ่นไม่ใช่แค่นโยบายบนกระดาษ แต่เป็นสิ่งที่ทำได้จริง เมื่อมีความมุ่งมั่น ความเมตตา และ “จิตวิญญาณของความเป็นครู” ที่ไม่ยอมทิ้งเด็กแม้แต่คนเดียว
“การจัดการศึกษาแบบนี้มันอยู่ที่ใจ…ยืดหยุ่นต้องบวกด้วยเมตตา บวกด้วยหัวใจของความเป็นครู จึงจะนำพาเด็กไปสู่อนาคตที่ดีได้” ผอ.สุทิสากล่าวทิ้งท้าย
หมายเหตุ: นางสุทิสา สุธาบูรณ์ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนเนกขัมวิทยา จังหวัดราชบุรี โรงเรียนเนกขัมวิทยาเป็นหนึ่งในโรงเรียนต้นแบบการจัดการศึกษายืดหยุ่นภายใต้นโยบาย “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” ของกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)

